|
จากวันนั้น...ถึงวันนี้ Download this story (PDF file)
ชุมพร คาบาน่า รีสอร์ตและศูนย์กีฬาดำน้ำ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2525 บนพื้นที่อันสวยงามสงบของหาดทุ่งวัวแล่น ต.สะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร จากภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ระหว่าง 2 ทะเล คืออ่าวไทยและอันดามัน ทำให้ชุมพร มีอากาศที่ดี บริสุทธิ์ มีดิน น้ำและป่าที่อุดมสมบูรณ์ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนี้ มีชีวิตที่มีความสุขจัดอยู่ในอันดับต้นๆของเมืองไทย รูปแบบการท่องเที่ยวของชุมพรจึงควรที่จะมีอัตลักษณ์ และเพียงไปเสริมชุมชนให้มีการดำรงอยู่ของทั้งธรรมชาติและผู้คน มิใช่ไปเปลี่ยนแปลงจนเกิดความเสื่อมเสียและเสื่อมถอย ดังเกิดขึ้นในหลายแหล่งของเมืองไทย
ชุมพร คาบาน่า รีสอร์ต ถือกำเนิดโดย คุณสุขุม สดากร และคุณอัจฉรา รักษ์พันธุ์ ผู้ก่อตั้ง การดำเนินธุรกิจในเมืองเล็กๆ ไม่มีใครรู้จักอย่างชุมพร คงจะตอบโจทย์ในทางผลตอบแทนอย่างเป็นกอบเป็นกำไม่ได้ แต่ด้วยความโชคดีของชุมพรที่มีความอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงทะเล
ทำให้เกิดแนวความคิดว่า หากพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ และก้าวเดินตามแนวทางที่ถูกต้องแล้ว ชุมพร อาจจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ มีระบบการจัดการที่จะเป็นตัวอย่างให้กับเมืองอื่นๆได้ คงจะเกิดผลดีในภาพรวมของการท่องเที่ยวในประเทศของเราได้บ้าง ประกอบกับการได้รับคำแนะนำที่ดี และเป็นประโยชน์จากนักคิดนักเขียนในยุคแรกเริ่มก่อตั้งจากคุณปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ คุณภราเดช พยัฆวิเชียร ดร.สุรพล สุดารา ทำให้สิ่งหนึ่งที่ฝังติดและเป็นสิ่งกำหนดทิศทางการพัฒนามาตลอดเวลา นั่นคือ การคารวะต่อสรรพสิ่ง ทั้งธรรมชาติและผู้คนในชุมชน ทำให้เมื่อเวลาผ่านไป 24 ปี หลายสิ่งที่ผู้รู้หลายท่านดังที่กล่าวมา ได้ให้หลักคิดไว้ เป็นสิ่งที่เราสรุปได้จากการปฏิบัติจริงว่า เป็นแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทั้งธรรมชาติและผู้คนได้อย่างแท้จริง
และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ได้พระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อปี พ.ศ. 2540 ชุมพร คาบาน่า จึงได้น้อมนำมาประยุกต์ใช้กับองค์กร และในปี พ.ศ. 2543 จึงได้ประกาศให้พนักงานและผู้เข้าใช้บริการได้รับทราบว่า องค์กรได้ดำเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงเต็มรูปแบบ หลังจากที่เดิมได้ใช้หลายทฤษฎีมาใช้กับองค์กร แต่ไม่สามารถใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลเท่าที่ควร เนื่องจากเราใช้ทฤษฎีการพัฒนาที่ไม่เหมาะกับ "คน" ที่เรามีอยู่ พนักงาน150 คนของเราทั้งหมด เป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณรอบๆนี้เกือบทั้งหมด แต่สิ่งที่เราเคยคิดว่าเข้าใจ กลับกลายเป็นเข้าใจเพียงบางส่วน แต่เมื่อปรับใช้ทฤษฎีตามแนวทางของพระองค์ท่าน ซึ่งรู้จักและเข้าใจพสกนิกรอย่างดีเยี่ยม ลึกซึ้ง ทำให้เรา เริ่มรู้จักและเข้าใจในวิถีและความสุขของพนักงานซึ่งเป็นคนในท้องถิ่นว่าต้องการอะไร จึงใช้วิถีแห่งการให้ มาเป็นหลักชัยในการพัฒนาองค์กร ตามคำที่พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวคิดว่า ขาดทุนคือกำไร หรือ "Our Loss is our gain" ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนทางความคิดที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้องค์กรสามารถทำงานและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายในเวลาต่อมา
การพัฒนาตามแนวทางนี้ เราใช้ชื่อโครงการว่า "อุ้มชู" โดยเปลี่ยนความคิดที่จะพัฒนาคนในองค์กร ที่จะต้องทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อองค์กร แต่หากตราบใดที่คนของเรา ซึ่งเป็นคนในท้องถิ่น ยังไม่มีความสุขในการดำรงชีวิต จะดำเนินการอย่างไรก็ไม่สามารถฝึกฝนให้คนเหล่านี้ทำงานให้ดีที่สุดได้เช่นกัน ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนความคิดจากการเป็นผู้ได้รับ มาเป็นผู้ที่รู้จัก "ให้"ด้วยใจที่สะอาด โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน และทำนุบำรุงให้คนเหล่านี้มีความสุข สามารถประกอบสัมมาอาชีพได้อย่างมีความมั่นคง ซึ่งอาชีพของคนเหล่านี้เกือบทั้งหมดอยู่ในภาคเกษตร มีทั้งสวนผสม ไร่ และนา แต่มีปัญหาในการผลิตที่ใช้เคมี ต้นทุนสูง และขายผลผลิตในระบบที่ถูกนายทุนกดราคา การเกษตรธรรมชาติ จึงเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาวิธีการเพาะปลูก โดยได้เริ่มรณรงค์ในพื้นที่การเกษตรของพนักงานและเครือญาติจำนวนประมาณ 900 กว่าไร่ พร้อมทั้งรับซื้อผลิตผลทั้งหมดกลับเข้าสู่ภาคการผลิตแปรรูปอาหาร รวมไปถึงเชื่อมโยงกับกลุ่มเครือข่ายต่างๆ ภายใต้ชื่อโครงการ "เศรษฐกิจพวกเรา" ทำให้ปัจจุบันพนักงานที่มีสวนไร่นา สามารถควบคุมและลดค่าใช้จ่ายลงได้ และสามารถขายผลิตผลได้ราคาสูงกว่าท้องตลาดมาก ทำให้พนักงานมีความสำเร็จและชื่นชม ชื่นใจในอาชีพเดิมที่มีอยู่ และเมื่อนำเวลาว่างมาทำงานให้กับงานบริการ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ประจำเดือนได้ องค์กรจะมีคนที่มีความสุขและมีจิตวิญญาณ (Service Mind) ที่ดีตามขึ้นไปด้วย การปกครองแบบนี้ ดำเนินการภายใต้แนวคิดพระราชทาน "ระเบิดจากข้างใน" กล่าวคือให้ทุกคนมีความสุข ความพอใจที่จะทำ เมื่อเห็นแนวทางร่วมกันแล้ว จึงฝึกให้มีความพร้อมและความคล่องแคล่วที่จะประกอบการร่วมกัน ปัจจุบันทุกคนในองค์กรมีความสุขร่วมกันมากขึ้น การบริหารจัดการง่ายขึ้นกว่าทุกระบบที่เคยปฏิบัติมา เนื่องจากทุกคนมีความ "สุข"และ "พร้อม"ที่จะทำนั่นเอง ปัจจุบันเริ่มมีองค์กรต่างๆเข้ามาศึกษา ดูงานการทำงานร่วมกันของระบบ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และเกษตรศาสตร์ ในระบบบูรณาการอย่างนี้ต่อเนื่องเกือบทุกวัน ชุมพร คาบาน่า จึงเห็นว่าหากมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเป็นระบบมากขึ้น น่าจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาชุมชนได้เป็นอย่างดี มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และมูลนิธิสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง จึงได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ให้แก่บุคคลทั่วไป ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง และกสิกรรมธรรมชาติ"เพลิน" จึงได้ถือกำเนิดขึ้น โดยให้การศึกษาในระบบเพลิน
(Play + Learn = Plearn) ตามพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 6 ที่ไม่ทรงอยากเห็นการศึกษาเป็นสิ่งที่เพลิดเพลินของผู้เรียน ปัจจุบัน ศูนย์เพลินได้ให้การฝึกอบรมข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ระดับซี 5-8 เป็นจำนวน 3 รุ่น 350 คน และเกษตรกร ผู้นำชุมชน ผู้บริหารท้องถิ่นจำนวน 10 รุ่น 1,100 คน และปัจจุบันยังคงมีหน่วยงานต่างๆส่งเข้ามาฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับงบประมาณจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและองค์กรเอกชนต่างๆ เข้ามาฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน ทำให้ปัจจุบัน โครงการอุ้มชูได้ขยายเครือข่ายไปสู่ผู้ปฏิบัติเกษตรอินทรีย์ไร้สารเคมี ในชุมชนต่างๆมากขึ้น เช่น

- กลุ่มเกษตรกรบ้านทุ่งหงษ์ อ.เมือง จ.ชุมพร ซึ่งผลิตกล้วยหอมทอง ส่งออกญี่ปุ่น กล้วยเล็บมือนาง ลองกอง มังคุด
- กลุ่มผู้ปลูกกาแฟ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เช่น กลุ่มลุงเชิด ผลผลิตรวม 10 ตัน สวน สารสิน (พนักงาน จัดเป็นอุ้มชูหมายเลข 4) ผลผลิต 4 ตัน
- กลุ่มเกษตร ผักอินทรีย์บ้านรับร่อ อ.ท่าแซะ ปัจจุบันกำลังเชื่อมโยงเครือข่ายการจัดจำหน่ายร่วมกับญาติพนักงาน ที่มีแผงขายผักในตลาด ให้เปิดมุมผักไร้สารเคมี เพื่อให้เกิดการกระตุ้นให้ผู้ซื้อในท้องถิ่น ได้เกความรู้ความเข้าใจในการเลือกซื้อผักที่ปลอดภัย ไม่แพงกว่าผักเคมี เกษตรกรได้ราคาดีกว่า โดยใช้กลวิธีของการ แบ่งกำไรที่เป็นธรรม โดยการเคลื่อนไหวภายใต้ศูนย์ กสิกรรมธรรมชาติ "เพลิน"
- กลุ่มเครือข่ายข้าวตุ้มโฮม อีสานตอนบน 7 จังหวัด โดยการประสานงานของนายปัญญา ปุลิเวคินทร์ ผู้จัดการโครงการ ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ โดยมูลนิธิชัยพัฒนา และสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปัจจุบันได้ดำเนินการรับซื้อข้าวอินทรีย์ในราคาที่เกษตรกรมีความสุขความพอใจ มาบริโภคในโรงแรม และจำหน่ายให้ลูกค้าที่มาใช้บริการและหมู่สมาชิกเกษตรอินทรีย์ โดยศูนย์เพลิน ได้ทำการสี และบรรจุ ปัจจุบันกำลังจะเพิ่มขนาดเครื่องสีข้าวให้มีขนาดเหมาะสมยิ่งขึ้น รวมไปถึงขยายโรงหมักปุ๋ย เนื่องจากผลพลอยได้จากการสีข้าวคือแกลบและรำ มีปริมาณมากขึ้น ศูนย์จึงทำการผลิตปุ๋ยและอาหารปลาอินทรีย์เพื่อจำหน่ายให้แก่สมาชิก ในราคาเป็นธรรม ปัจจุบันกำลังดำเนินการในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 คือเป็นต้นแบบในการรวมกลุ่มและจัดหาทุนเข้ามาสนับสนุน ซึ่งปัจจุบันกำลังดำเนินการเจรจากับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) เพื่อนำไปสู่การเป็นต้นแบบให้ผู้ที่เข้ามาเรียนรู้ ได้เห็นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น
- กลุ่มผู้ปลูกข้าว บ้านบางสน อ.ปะทิว จ.ชุมพร ทุ่งนาแหล่งกำเนิดของข้าวพันธุ์เหลืองปะทิวอันเลื่องชื่อ กำลังจะหมดไปจากวัฒนธรรมข้าวที่อ่อนแอลง ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า และจากการส่งเสริมทางการเกษตรที่ไม่คำนึงถึงมิติทางสังคม การปลูกพืชวิถีโลภ เชิงเดี่ยว กำลังคืบคลานขยายพื้นที่รุกราน จนเหลือพื้นที่นาอยู่เพียง 500 ไร่ จึงได้วางยุทธศาสตร์การรักษาผืนนาแห่งนี้ ด้วยการใช้การเกษตรธรรมชาติ และการท่องเที่ยวเสริมชุมชน ที่ผ่านมาได้ดำเนินการดังขั้นตอนต่อไปนี้
5.1 ให้กำลังใจชาวนา
โดยการชวนลูกค้า"ย้ายที่กินข้าวกลางวัน" ไปร่วมอาหารกลางวันกันในนา ฟังเพลงลูกทุ่ง กินข้าวในกะลา ให้ชาวบ้านทำน้ำพริก ผักพื้นบ้าน ไก่อบฟาง แกงท้องถิ่น ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง
5.2. ทำการประชาสัมพันธ์
หลังจากนั้น เริ่มมีลูกค้าตามมาเพิ่มขึ้น และได้ไปชักชวนคุณอภินันท์ บัวหภักดี แห่งวารสาร อสท. มาเยี่ยมชมและนำเรื่องไปตีพิมพ์ในฉบับเดือนเมษายน พ.ศ. 2548 ในเดือนเดียวกัน ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ได้ให้เกียรติมาเยี่ยม ร่วมให้กำลังใจ ทำให้ชาวนากลุ่มนี้ตกลงใจที่ไม่เปลี่ยนไปปลูกพืชอย่างอื่น องค์กรภาครัฐและองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นเช่น กระทรวงเกษตร และอบต. เมื่อได้เข้ามาร่วมกิจกรรม เกิดความเข้าใจ และเห็นถึงการสนับสนุนทำข่าวประชาสัมพันธ์จากสื่อต่างๆ ทำให้ปีนี้ ได้ถูกบรรจุลงในแผนพัฒนาประจำตำบล อำเภอ และจังหวัด เกิดการตื่นตัวที่จะรักษาพื้นที่ดั้งเดิม ต้นกำเนิดเหลืองปะทิวมากขึ้น
5.3. ประสานแนวร่วม
ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ จ.นครนายกได้เชื่อมโยงชาวนาของชุมพรและอีสานให้มีโอกาสได้พบกัน มาทำพิธีทำขวัญข้าวร่วมกัน และนายทองเหมาะ แจ่มแจ้ง ปราชญ์เรื่องข้าวแห่งศรีประจันต์ สุพรรณบุรี ได้มอบพันธ์ข้าวเหลืองปะทิว พันธ์ดั้งเดิม แข็งแรง ให้ผลผลิตดี ให้แก่ชาวนาชุมพร ในโครงการ "ข้าวเหลืองปะทิว คืนถิ่น" ทำให้ในปีนี้ พื้นที่ทั้งหมดจะกลับมาเป็นข้าวเหลืองปะทิวอีกครั้ง และเมื่อผลผลิตออก ศูนย์เพลินและชุมพร คาบาน่า ได้ร่วมกับกลุ่มเกษตรกร ทำการแปรรูปและจัดจำหน่าย เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าและคุณค่า ปัจจุบันเป็นที่น่ายินดีว่า ยังไม่ทันจะได้ผลผลิต ข้าวทั้งหมดได้ถูกลูกค้าจองไว้ทั้งหมดแล้ว ปัจจุบันสถาบันการศึกษาและองค์กรหลายแห่งได้ช่วยทำโครงการวิจัยเศรษฐศาสตร์แบบอุ้มชูนี้ เพื่อเป็นข้อมูลทางวิชาการเพื่อการศึกษาและขยายผลต่อไป หลังจากที่คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยคณะบดี อ.วิชัย รูปขำดี ได้ดำเนินการศึกษาวิจัย พร้อมทั้งนำผู้เรียนในระดับปริญญาโทและเอก มาเรียนในสถานที่จริงเมื่อปี พ.ศ. 2548 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีการ เข้ามาศึกษาและดูงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันเรามีความมั่นใจว่า วัฒนธรรมข้าวและเหลืองปะทิว จะสามารถทานกระแสพืชเชิงเดี่ยวและวิถีโลภของระบบทุนนิยมได้อย่างแน่นอน และหากมีการทำงานและประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องดังเช่นที่ผ่านมา ความสำเร็จ เช่นนี้จะกระจายวงกว้างยิ่งๆขึ้นไป ให้คนส่วนใหญ่ได้เห็นตัวอย่างแห่งความสำเร็จเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
- เชื่อมโยงกลุ่มต้นน้ำ
ตามแนวทางการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมองภาพรวมของการพัฒนาแบบองค์รวม โดยเริ่มตั้งแต่การบริหารและจัดการน้ำหยดแรก จนถึงทะเล โครงการการพัฒนาร่วม "จากภูผา สู่มหานที" จึงได้เริ่มประสานแนวร่วมกับหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ พะโต๊ะ โดยนายพงศา ชูแนม หัวหน้าหน่วยฯ จัดการการศึกษาเรียนรู้ ตั้งแต่การจัดการน้ำด้วยวิธีการทำงานร่วมของป่า ฝาย และแฝก ระบบประปาภูเขา การให้คนเห็นประโยชน์ และรู้จักใช้ประโยชน์จากป่า ในโครงการ "คนอยู่ ป่ายัง" ศึกษาดูการศึกษาของโรงเรียนในป่า มุ่งให้ความรู้แก่เด็ก ได้อยู่กับครอบครัวและรู้จักรักษาป่า รวมไปถึงการประกอบกิจกรรมเพื่อให้เกิดรายได้เสริม เช่นการล่องแก่งเรือยาง การล่องแพ กินอาหารธรรมชาติ เช่นข้าวกระบอกไม่ไผ่ ไข่เจียวใบตอง แกงส้มหยวกกล้วยป่า ฯลฯ การพักแรม ในป่า บนยอดเขา การดูนก การลำดับเรียนรู้ของ 4 สิ่งคือ
1. ปลูกต้นไม้ในใจคน
2. จัดการเรื่องน้ำ
3. การพัฒนาดินด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์
4. การปลูกและการใช้ประโยชน์จากป่า
เมื่อรู้และเข้าใจในภูมิศาสตร์แล้ว จึงเรียนรู้ถึงภูมิสังคม จากนั้นเมื่อเกิดความรู้ความเข้าใจในทั้ง "2 ภูมิ" แล้ว จึงเริ่มเรียนศาสตร์ที่ตนเองถนัดต่อไป
ปัจจุบัน สถาบันการศึกษาหลายแห่ง เริ่มสนใจที่จะนำแนวความคิดนี้ไปปรับใช้ในการออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนบ้างแล้ว เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หากนักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ได้เข้าใจ ได้รู้เรา รู้จักธรรมชาติที่ตนเองมีอยู่ ปัญหาต่างๆ จะน้อยลงและเป็นการแก้ปัญหาที่นำมาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดียิ่งๆขึ้นไปได้
- คำว่าสู่ หมายถึงพื้นที่ๆน้ำไหลผ่าน ในที่นี้จึงหมายถึงบริเวณระหว่างต้นน้ำและทะเล คือสวนไร่นา และชุมชนเมืองที่เราอาศัยอยู่ ปัจจุบันศูนย์เพลิน ได้ดำเนินการทั้งทางเกษตรธรรมชาติและการจัดการสิ่งแวดล้อมดังรายละเอียดที่กล่าวมาแล้ว เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม ขยะ น้ำเสีย และผังเมือง เราได้ใช้การจัดการในโรงแรม เป็นต้นแบบของการศึกษาพัฒนา และการเรียนรู้ เพื่อเป็นตัวอย่างของการไปประยุกต์ใช้ในชุมชนอื่นๆ ต่อไป ซึ่งการแก้ปัญหาในเมืองใหญ่ อาจต้องใช้ตัวอย่างเล็กๆ เป็นตัวอย่างในการแก้ไข ดังเช่นเทศบาล อบต. อบจ. และสำนักรักษาความสะอาด กทม. ได้นำผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ มาศึกษาดูงาน เพื่อสรุปเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการประยุกต์ใช้กับเมืองใหญ่เช่น กรุงเทพมหานคร เราจึงมีกำลังใจที่จะร่วมกันพัฒนาสถานที่ตัวอย่างเล็กๆแห่งนี้ ให้เกิดนวัตกรรม ทำง่ายๆ คลายปัญหาได้จริง เป็นการนำความคิดด้วยตัวอย่างแห่งความสำเร็จ (Leading by Example) ให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพมากยิ่งขึ้น
- สู่มหานที
ชุมพร คาบาน่า เป็นองค์กรที่สอนให้คนรู้จักทะเลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 การเรียนการสอนดำน้ำหลักสูตรสากล จะถูกเพิ่มความรู้ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติท้องถิ่นเข้าไปด้วย เริ่มตั้งแต่การวางผังสิ่งปลูกสร้างตามแนวความคิดของห้องนอน คือชายหาด ทะเล ต้องมีกฏ ไม่รุกล้ำ ไม่ทำลาย ปัจจุบันหาดทุ่งวัวแล่น ดำเนินการตามกฏกรอ.จังหวัด ปี พ.ศ. 2534 ห้ามเครื่องเล่นทางน้ำที่มีเครื่องยนต์ทุกชนิดบริเวณชายหาดทั้งหมด พนักงานร่วมเก็บขยะชายหาดทุกเช้า ไม่รุกล้ำชายหาดด้วยร่มและเตียง รักษาผักบุ้งทะเลเพื่อคุมระบบนิเวศน์ชายหาด ไม่ปล่อยให้ระบบน้ำเสียซึมลงโดยตรง ฯลฯ ชานบ้าน เปรียบเสมือนส่วนที่อยู่ถัดเข้ามา ยังคงมีความสงบ รักษากฏอยู่บ้าง มีการใช้ประโยชน์แบบเคารพซึ่งกันและกัน จัดเป็นพื้นที่ห้องพัก สนามหน้าบ้าน ใช้เสียง มีความรื่นเริงได้ตามสมควร เช่นร้านอาหาร สนามกิจกรรม สระว่ายน้ำและถนน ควรเป็นส่วนที่อยู่ไกลจากส่วนอื่นๆทั้งหมด
ส่วนกิจกรรมทางทะเล กิจกรรมดำน้ำเริ่มตั้งแต่การดำเนินการภายใต้มาตรฐาน และความปลอดภัยสากล ของ Professional Association of Diving Instructors (PADI) สหรัฐอเมริกา การออกแบบและสร้างเรือเพื่อใช้ในกิจกรรมดำน้ำโดยตรง การกำหนดอัตราส่วนนักดำน้ำกับคนควบคุมให้มีความพอดี การจัดแบ่งบริเวณดำน้ำตามความสามารถของนักดำน้ำ เพื่อไม่ให้กระทบกับระบบนิเวศน์ใต้น้ำ การช่วยอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำร่วมกับกรมประมง และนักดำน้ำอาสาสมัครทั่วประเทศ เช่นการปล่อยหอยมือเสือ กุ้ง ปลา และการตัดอวนที่ขาดคลุมแนวปะการัง ตลอดจนร่วมมือสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับคนเฝ้ารังนกที่อยู่บนเกาะ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ชาวประมง เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและความร่วมมือที่จะร่วมกันใช้ทรัพยากร ให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมให้ยั่งยืนสืบไป
เมื่อได้ปรับการจัดการทุกอย่างตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นการพัฒนาที่นำไปสู่ความสุขร่วมกันของทุกฝ่าย โดยระดมศาสตร์ทุกศาสตร์มาประยุกต์ปรับใช้ได้ โดยไม่แยกส่วนของการพัฒนา ก่อให้เกิดประโยชน์สุขร่วมกัน สร้างความมั่งคั่งและยั่งยืนได้อย่างแท้จริง
|