|
| |
 |
 |
|
บริหารให้ "อยู่เย็นเป็นสุข"
หากความสำเร็จของนักธุรกิจ วัดจากตัวเลขผลประกอบการ อันบ่งชี้ถึงผลกำไรสูงสุด แต่คงมิใช่ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์เพื่อประเมินต่อไปว่า เขาหรือองค์กรธุรกิจนั้นใช้ชีวิตอย่าง 'อยู่เย็นเป็นสุข'
แม้มีเงินทองมหาศาลแต่กลับนั่งบนกองทุกข์ ซ้ำร้ายผู้คนแวดล้อม ยังชิงชังรังเกียจ ย่อมหนีสภาพ 'อยู่ร้อนนอนทุกข์' ไปไม่พ้น
แต่ยังมีนักธุรกิจบางกลุ่มที่ข้ามพ้นสภาวะดังกล่าว พวกเขาบอกเล่าประสบการณ์ในวงเสวนา บริหารธุรกิจอย่างไร ให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข ระหว่างการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ 2548 ว่าด้วย 'ความอยู่เย็นเป็นสุข'
วริสร รักษ์พันธุ์ ผู้บริหารชุมพรคาบาน่า รีสอร์ท จ.ชุมพร นักบริหารธุรกิจโรงแรมรุ่นที่สองต่อจากพ่อแม่ ซึ่งได้ตัดสินใจขยายกิจการด้วยเงินกู้จากสถาบันการเงิน เพื่อสร้างโรงแรมระดับห้าดาว เขาซื้อทุกอย่างด้วยเงิน แม้แต่การจัดสวนก็ต้องจ้างสถาปนิก
แต่พอขึ้นปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ โรงแรมมีหนี้สินท่วมท้น สุดท้ายก็ปลงว่า ทำอย่างไรก็จ่ายหนี้ไม่ได้ เพราะทุกทฤษฎีการบริหารนำมาใช้ไม่ได้เลย
นักธุรกิจท่านนี้เล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญว่า ช่วงนั้นทางครอบครัวได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อพระองค์ทรงทราบว่าครอบครัวนี้มาจากชุมพร ได้มีพระราชดำรัส ว่า "ชุมพรมีนาข้าวนะ ช่วยดูด้วย" เมื่อกลับมาจึงคิดเดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
งานแรกที่เริ่ม คือ งานจัดสวนเอง จากเดิมสถาปนิกบอกให้ลงต้นปาล์มต้นละพันบาท รวดเดียว 300 ต้น ให้สมกับเป็นโรงแรมระดับห้าดาว ทำให้เงินจมทันทีสามแสนบาท ซ้ำได้ผลปาล์มมาก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร จะเอามากลั่นเป็นน้ำมันก็ทำไม่เป็น ปฏิบัติการแนวใหม่เริ่มจากการสอบถามพนักงานโรงแรมประมาณ 150 คน ซึ่งก็เป็นชาวบ้านละแวกนั้น และเริ่มทำงานร่วมกับชาวบ้าน
คำตอบที่ได้รับจากชาวบ้าน ก็คือ ซื้ออะไรกินก็ไม่หนักหนาเท่ากับซื้อข้าวกิน เพราะคนเยอะก็ต้องซื้อเยอะ ส่วนผักผลไม้ปลูกกินเองได้อยู่แล้ว
"เริ่มปลูกข้าวแทนปาล์ม ตอนแรกเพื่อให้พนักงานกิน ซื้อเครื่องสีข้าวขนาดเล็กมาสีเอง นอกจากจะได้ข้าวแล้วยังได้เปลือกข้าวหรือรำข้าว เอาไปทำปุ๋ยหมักหรืออาหารสัตว์ได้ ไม่ต้องซื้อจากตลาด พอได้ข้าวมากขึ้น ก็เอามาทำขนมปังสำหรับแขกในโรงแรม เป็นขนมปังข้าวกล้อง ไม่ใส่สารกันบูด เพราะเราทำของเราเอง แขกเขากินก็ติดใจบอกให้เราทำขาย ก็ลองทำส่งตามซูเปอร์สโตร์หลายแห่ง ต้องเร่งรีบไม่ได้หลับได้นอน ทำให้คิดได้ว่า นี่ไม่ใช่แนวทาง 'พอเพียง' ที่ตั้งใจไว้แต่แรก จึงตัดสินใจหยุด ทำแค่พอใช้หรือขายในโรงแรมเท่านั้น"
วริสร กล่าวต่อว่า การทำนาทำให้โรงแรมประหยัดเงินได้มาก จากเดิมโรงแรมต้องลงทุนซื้อข้าวจากอีสาน กว่าจะลงมาถึงทางใต้ก็ตกเกวียนละหมื่นกว่าบาท นอกจากนี้เริ่มเรื่องอื่นๆ อีก เช่น การปลูกสมุนไพรเพื่อนำมาต้มเป็นเครื่องดื่มจัดเลี้ยง หรือเป็นของว่างแทนค็อกเทลบาร์แบบเดิม
นับตั้งแต่ปลูกข้าว ได้ข้าวไปเลี้ยงคน ได้ข้าวเปลือกไปเลี้ยงไก่ จากนั้นนำมูลที่ได้มาทำปุ๋ยหมัก เพื่อกลับไปบำรุงดินอีกครั้ง
ผู้บริหารชุมพรคาบาน่ารีสอร์ท ย้ำว่า การปลูกข้าวไม่ได้ให้ผลสำเร็จโดยตรง แต่กลายเป็นวงจรเชื่อมโยงกันทั้งหมด เพราะฉะนั้นเมื่อพูดถึง 'เศรษฐกิจพอเพียง' อย่าได้คิดว่าเป็นเรื่องของการเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเรื่องของรัฐศาสตร์หรือการปกครองด้วย ในกรณีของตนเห็นได้ชัดเจนว่า เมื่อเริ่มแนวทางใหม่ทำให้พนักงานอยากทำงานมากขึ้น เมื่อพวกเขามีความสุขในการทำงาน ผลงานที่ได้ก็ดีขึ้น
"ใช้เวลาทำอย่างจริงจังสองปี ก็พบทางสว่าง ตอนนี้ผมยังไม่หมดหนี้ แต่เหลือเพียงครึ่งเดียว ทุกวันนี้มีกำลังส่งได้ทั้งต้นและดอก" วริสร กล่าวอย่างมีความสุข
ส่วน กษมน กิติอำพน ผู้บริหารโรงงานกลุ่มสมบูรณ์กรุ๊ป จังหวัดสมุทรปราการ เล่าว่า บริษัทของตนก็เกิดปัญหาในช่วงเวลาเดียวกับคุณวริสร แต่สามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้เช่นกัน
เมื่อปี 2539 ได้ตัดสินใจย้ายโรงงานจากสี่แยกบางนามาตั้งที่บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ และในช่วงปี 2540 ทางบริษัทตั้งเป้าจะพัฒนาคุณภาพเพื่อให้ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม แต่ทว่า ยอดขายขณะนั้นลดลงเหลือเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น ทำให้ผู้บริหารต้องตัดใจให้มีอาสาสมัครออกจากงาน
กว่าจะไปให้ถึงจุดที่ได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรม ผู้บริหารคิดกันว่า ต้องพัฒนาคุณภาพของพนักงาน โดยยึดหลักคิดว่าให้พนักงานเป็นศูนย์กลาง ทำอย่างไรให้พวกเขาทำงานอย่างมีความสุข แม้ว่าในช่วงวิกฤติสองปีนั้น ทางบริษัทไม่มีทางจะขึ้นเงินเดือนให้ได้เลย
ผู้บริหารสุภาพสตรีท่านนี้ ลำดับความให้ฟังว่า สิ่งแรกที่คิดคือ ต้องพัฒนาสภาพแวดล้อมของโรงงานให้ดีขึ้น เพราะพนักงานใช้เวลาอยู่ที่โรงงานมากกว่าที่บ้าน พอดีในช่วงปี 2540 เกิดฝนตกหนัก ถนนหน้าโรงงานสูงกว่าพื้นที่โรงงาน น้ำจึงไหลเอ่อท่วมบริเวณพื้นที่ว่างของโรงงานซึ่งเต็มไปด้วยขยะ มีคราบน้ำมันลอยเต็มไปหมด ทางโรงงานตัดสินใจสูบน้ำทิ้งออกนอกโรงงาน ชาวบ้านละแวกนั้นเลยโทรศัพท์มาด่าจนหูชาไปหมด ทางผู้บริหารจึงคิดว่าต้องพัฒนาพื้นที่ตรงนี้ให้ใช้ประโยชน์ได้มากกว่าทิ้งขยะ
"เราจึงขอความเห็นจากพนักงาน พวกเขาอยากทำสนามฟุตบอล แต่ภาวะเศรษฐกิจขณะนั้น จะทำสนามฟุตบอลอย่างไรให้ประหยัดที่สุด ทางโรงงานจึงเช่ารถแทรกเตอร์ให้คนขับรถในโรงงานช่วยกันขับ แล้วให้พนักงานกว่าพันคนช่วยกันปูหญ้าบนพื้นสนามเสร็จภายในสองชั่วโมง ทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของสนามฟุตบอลแห่งนี้"
กษมน กล่าวอีกว่า แต่โรงงานยังมีพื้นที่ว่างอีก 120 ไร่ ผู้บริหารได้แบ่งพื้นที่ 50 ไร่ ทำโครงการเศรษฐกิจทฤษฎีใหม่ เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของพนักงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่รอบ ๆ โรงงาน พวกเขาสามารถทำสวน ปลูกผัก ขุดบ่อเลี้ยงปลาและสร้างศาลาพักผ่อน จนในที่สุดเปิด 'ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเพื่อสิ่งแวดล้อม' ในโรงงาน โดยได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุนเพื่อสังคม (SIF)
ผู้บริหารโรงงานกลุ่มสมบูรณ์กรุ๊ป กล่าวอีกว่า จากภาพลักษณ์เดิมสมัยโรงงานยังอยู่บริเวณสี่แยกบางนา มีปล่องควันพ่นควันดำโขมง ตอนนี้โรงงานได้รับการรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้เทคโนโลยีสะอาด เพราะพนักงานร่วมแรงร่วมใจกัน ซึ่งทั้งหมดไม่ได้มาจากความคิดผู้บริหารหรือวิศวกรแต่อย่างใด
"โครงการเริ่มในปี 2539 จนถึงปี 2545 บริษัทเราก็ดีขึ้น ทั้งๆ ที่ครั้งแรกไม่เคยคิดมาก่อนว่า จะทำให้บริษัทดีขึ้นได้อย่างไร แค่หวังให้คนงานทำงานกับเราเท่านั้น แต่ภายหลังกลับพาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ อย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ดังนั้นการทำธุรกิจต้องมีจริยธรรม เมื่อสังคมหรือชุมชนที่อยู่รอบข้างเราเป็นสุข ธุรกิจของเราก็จะอยู่อย่างยั่งยืนตามไปด้วย"
ขณะที่ ครูสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ กรรมการโครงการ 'ชุมชนเป็นสุข' และผู้นำชุมชนคลองขนมจีน อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเคยประสบปัญหาโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ข้างชุมชนเช่นกัน กล่าวว่า ในช่วงปี 2529-2530 โรงงานหลายแห่งได้ไปตั้งใกล้ชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานผลิตรองเท้ากีฬามาตั้งประชิดติดชุมชน พร้อมกับประกาศรับสมัครคนงานรวดเดียว 3 หมื่นคน ขณะที่คนในชุมชนคลองขนมจีนมีแค่ 2,300 คนเท่านั้น และเกิดมลภาวะและอาชญากรรมต่าง ๆ ตามมามากมาย
จากชุมชนที่อยู่เย็นเป็นสุข กลับต้องมาอยู่ร้อนนอนทุกข์ เพราะโรงงานคุกคามเข้ามาใกล้
การเผชิญหน้าระหว่างสองวัฒนธรรมจึงเกิดขึ้น "ชีวิตจิตใจของชุมชนที่อยู่กันด้วยน้ำใจกลับกลายเป็นน้ำเงิน สถานการณ์อย่างนี้หนีไม่พ้นที่จะต้องตีกัน เหตุมาจากโรงงานรับคนในชุมชนเข้าทำงาน แต่ว่าคนของเราอยู่กับวัฒนธรรมการเกษตร เรื่อยเฉื่อยตามสบาย กว่าจะเจอกันก็น้องๆ เพลเข้าไปโน่น แต่โรงงานเขาเดินเครื่องทำงานแปดโมงเช้าไม่รอใคร " ครูสุรินทร์ เล่าให้ฟัง
ปัญหาระหว่างชุมชนกับโรงงานได้มีผู้ไกล่เกลี่ย จนได้แนวคิดในการปรับเข้าหากัน ทั้งผู้บริหารโรงงานและผู้นำชุมชนได้ร่วมกันค้นหาบ่อเกิดของความขัดแย้ง จนพบว่า การพัฒนาที่ทำให้สูญเสียดุลยภาพของระบบความสัมพันธ์ จนทำให้อยู่ในสภาพอยู่ร้อนนอนทุกข์ จึงต้องปรับให้เกิดดุลยภาพอยู่เย็นเป็นสุข
และด้วยสายตาของนักวิชาการอย่าง ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า กรณีทั้งหมดประสบผลสำเร็จได้ เพราะเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด ในภาวะวิกฤติจะคิดแบบเดิมต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ต้องร่วมมือกันแก้ไข ขวนขวายหาความรู้ใหม่เพื่อให้เกิดปัญญา จนเกิดเป็นสิ่งใหม่ เช่น แปลงเกษตร สนามฟุตบอล ฯลฯ
"กิจกรรมที่ทำร่วมกัน เช่น ทำนา หรือ สร้างสนามฟุตบอล ทำให้คนรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน การทำอะไรร่วมกันจะทำให้เปิดมุมมองได้กว้างขึ้น อย่างผู้บริหารชุมพรคาบาน่าจากแค่คิดจะปลูกข้าว เพราะเดิมปาล์มเอามากินไม่ได้ จากนั้นมันก็นำไปสู่อย่างอื่น"
ก่อนจบ ดร.วรากรณ์ ทิ้งท้ายอย่างน่าฟังว่า 'ความอยู่เย็นเป็นสุข' นั้น มิใช่การทำให้คนทุกคนสุขเท่ากันทั้งหมด แต่อยู่ที่ว่า ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้หรือไม่
หมายเหตุ : ข้อมูลจากสำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ
จาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ:จุดประกาย ปีที่ 18 ฉบับที่ 6153 วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2548 หน้า 4
(http://www.hsro.or.th/content.php?articleId=763) |
|
|