โมเดลโรงแรมแนว"พอเพียง" จุดกระแสตลาดคนแห่ก๊อปปี้
4 เมษายน 2550
โดย บิสิเนสไทย
http://www.businessthai.co.th:80/content.php?data=410767_Strategic%20Digest
ใครเลยจะไปคิดว่า ทุ่งนา กระท่อม บ่อเลี้ยงปลา หรือแม้กระทั่งโรงเลี้ยงหมูจะไปตั้งอยู่ในโรงแรมอันทันสมัย และหรูหรา เพราะขืนใครทำอย่างว่าคงถูกนินทากลายๆว่า"เจ้าของไม่เพี้ยน ก็คงบ้าแน่ๆ "
แต่"วริสร รักษ์พันธุ์"ถือเป็นนักธุรกิจอีกคนที่น้อมรับแนวคิด"เศรษฐกิจพอเพียง"นำไปปรับใช้กับรูปแบบกาทำธุรกิจ และการบริหารงานโรงแรมขนาดปานกลาง ที่มีจำนวนห้องพัก 150 ห้อง พอ ๆ กับ จำนวนพนักงานที่มีอยู่ 150 ชีวิต ชื่อ " ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ท" ตั้งอยู่ริมหาดทุ่งวัวแล่น อ.ปะทิว จ.ชุมพร
เขาไม่มีข้อสงสัยใด ๆต่อการตัดสินใจเดินตามแนวคิดข้างต้น ว่าจะทำให้เสียเปรียบคู่แข่งในธุรกิจเดียวกันหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าโดยรูปแบบการทำธุรกิจโรงแรม และรีสอร์ท ของหลายรายในตลาดแทบจะก็อปปี้วิธีการแบบเดิม ๆ ที่เป็นศาสตร์จากประเทศตะวันตกใช้ในการบริหาร และบริการลูกค้า
"เมื่อก่อนปี 2540 ผมเองก็ใช้วิธีการอย่างที่ในตลาดเขาทำกัน คือ กู้เงินเพื่อมาลงทุนปรับปรุงขยายกิจการออกไปเรื่อยๆ จาก ขนาด 3 ดาวเป็น 4 ดาว และ 5 ดาว คือเพิ่มความหรูหราให้กิจการเพื่อดึงดูดความสนใจลูกค้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สุดท้ายเมื่อเกิดวิกฤติผมก็มีหนี้กว่า 300 ล้านบาท "
เขาบอกว่า ครั้งที่เมืองไทยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่แตก 10 กว่าปีก่อน โรงแรมเหมือนจะเจ๊งไม่เป็นท่า บวกกับเราเป็นหนี้ที่กู้มาลงทุนจนหาทางออกไม่ได้ แถมกับภาวะน้ำท่วมใหญ่จากพายุ ส่งผลให้ไม่มีผู้เดินทางมาพักรีสอร์ต ต่างคนต่างก็ปรึกษากันว่า จะทำอย่างไร ตอนนั้นท่าทางทุกอย่างคงโดนธนาคารยึดแน่
"พอดี อ.วิวัฒน์ ศัลย์กำธร ที่ทำงานโครงการตามพระราชดำริ เดินทางมาพัก จึงมีโอกาสได้พูดคุยกัน ท่านแนะนำว่าถ้าจะให้ธุรกิจดำเนินการต่อไปได้ ต้องหันมาใช้แนวทางพระราชดำริทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง โดยยินดีรับเป็นที่ปรึกษาให้
ในบทบาทเจ้าของโรงแรมที่รับมรดกทั้งทรัพย์สิน บวกหนี้ก้อนใหญ่ "วริสร รักษ์พันธุ์" ได้นำทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง ตามคำแนะนำของ อ.วิวัฒน์ ศัลย์กำธร เริ่มจากการปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างใหม่ทั้งหมด
โดยโรงแรมกู้เงินจาก ธ.ก.ส.มาก้อนหนึ่งเพื่อสร้างสถานีฐานความรู้ต่างๆ บริเวณศูนย์กสิกรรมธรรมชาติเพลิน ซึ่งตั้งอยู่ภายในโรงแรม เช่น แปลงนาสาธิตปลูกข้าวเหลืองปะทิว การผลิตปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด โรงงานผลิตไบโอดีเซล โรงสีข้าวชุมชน ฯลฯ โดยนำผลผลิตที่ได้มาใช้ประโยชน์ในกิจการของโรงแรม นอกจากนี้ยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์ราคาถูกให้ชาวบ้านละแวกใกล้เคียงอีกด้วย
แม้กระทั่ง เศษวัสดุอุปกรณ์ ข้าวของเหลือใช้ภายในโรงแรมทุกอย่าง จะไม่ทิ้ง แต่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างเช่น น้ำมันพืชที่ใช้แล้วก็นำมาทำไบโอดีเซล รถของโรงแรมทุกคันจะไม่ใช้ดีเซลหรือเบนซิน แต่จะใช้น้ำมันไบโอดีเซลที่ผลิตขึ้นเองมาไม่ต่ำกว่า 5 ปีแล้ว ส่วนเศษอาหารที่เหลือในแต่ละวัน หรืออุจจาระก็จะนำมาทำปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด ฯลฯ
เรียกว่า ทุกอย่างที่ก่อเกิดกิจกรรมภายในพื้นที่ 30 ไร่ล้วนแล้วแต่ถูกนำมาเชื่อมโยงการใช้ ประโยชน์อย่างสมดุล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้บริการลูกค้าที่มาพักในโรงแรม และชาวบ้านที่ อาศัยเป็นชุมชนใกล้กับโรงแรมที่อาศัยอาชีพการเกษตรกว่า 600 ครอบครัว
"วันนี้ ถือว่าผมได้ผสมผสานจนลงตัวระหว่างธุรกิจสมัยใหม่ กับอาชีพการเกษตรของชาวบ้านอย่างลงตัว จนกลายมาเป็นโมเดลที่หลายต่อหลายคนเดินทางไปดูงาน บางท่านนำไปปรับใช้ในโรงแรมตัวเอง แต่บางท่านก็เพื่อให้เห็นวิธีการนำไปปรับใช้แบบของจริง"
เขาเล่าถึงสิ่งที่ได้ริเริ่มมาเกือบ 10 ปี จนทำให้ธุรกิจ ชีวิตเขา ชีวิตคนที่อยู่รอบข้าง ทั้งพนักงาน และชุมชนได้รับประโยชน์จากสิ่งที่ได้เดินตามแนวเศรษฐกิจเพียง จนทำเอาคนจำนวนมากทึ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามกัน!!!!
คุณวริสร รักษ์พันธุ์
Managing Director
Chumphon Cabana Resort and Diving Center
http://www.csrthaicenter.com/csrwebsite/index.php?name=port&file=readport&id=2
ไม่มีสักวันเดียวที่ชายคนนี้จะหลงลืมความรักที่มีต่อผืนดิน ชุมชน และผู้ที่เขาได้มอบจิตวิญญาณให้อย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งก็คือ พระเจ้าแผ่นดินของคนไทยทุกคน วันนี้เราได้มีโอกาสได้สัมภาษณ์ชายผู้นี้ ผู้บริหารจาก Chumphon Cabana Resort and Diving Center ... รีสอร์ทที่ยังคงความเป็นธรรมชาติไว้ทุกอณู
คุณวริสร รักษ์พันธุ์ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ สาระ และแนวคิดอันเป็นประโยชน์ไว้อย่างไร โปรด..อย่าอ่านข้าม แม้แต่สักบรรทัดเดียว
แนวความคิดด้าน Corporate - Social Responsibility (CSR)
คำว่า CSR ผมเพิ่งจะมาได้ยินเมื่อไม่นานมานี้เอง แต่สำหรับพวกเรา เราเริ่มกันมานานนานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยรุ่นคุณพ่อ ผมกับครอบครัวโชคดี ที่ได้กัลยาณมิตรที่ดีมากมาย อาทิเช่น อาจารย์สุรพล สุดารา ผู้มีบทบาทสำคัญในวงการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไทย คุณปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ ซึ่งเป็นนักเขียน คุณภราเดช พยัฆวิเชียร อดีตผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ท่านเหล่านี้มีส่วนอย่างมากในการหลอมชีวิต และให้แนวคิดการทำงานด้านท่องเที่ยวให้ยั่งยืนได้อย่างไร ผมในฐานะเด็กคนหนึ่ง ผมก็ได้รับฟัง และถูกปลูกฝังมาตลอดในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสิ่งที่ผู้ใหญ่เหล่านี้ได้เตือนผมเมื่อนานมาแล้ว เช่น การทำเขื่อนริมทะเล การเข้ารุกล้ำพื้นที่ชายหาด เช่น การนำร่มชายหาดไปวาง การนำหญ้ามาปู ในปัจจุบันนี้ ผมก็ได้เห็นชัดแล้วว่าสิ่งเหล่านี้มันทำลายสภาพแวดล้อมหรือธรรมชาติของชาติเราให้สูญเสียไปอย่างไรบ้าง ดังนั้นการที่ผมได้รับการเตือน การสอน และได้ทำตามท่านเหล่านั้น ผมจึงคิดว่าผมก็ได้เริ่มสิ่งที่ถูกต้องไปแล้ว หลังจากนั้นก็ทำอย่างต่อเนื่อง ทำทุกวัน ไม่ขาด ทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต มันก็ทำให้เห็นผลที่ยั่งยืนกว่า
จากแนวความคิดมาเป็นสิ่งที่ปฏิบัติจริงในชีวิตอย่างไร
ผมจะขอเล่าไปถึงช่วงเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ขณะนั้น ผมเองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้น ผมเจอปัญหาน้ำท่วมจากพายุเกย์ด้วย ทุกอย่างมันรุมเร้าเข้ามา ทำอะไรได้ไม่มาก แต่ก็ทำถึงที่สุด ในขณะที่ผมมีปัญหามากมาย ดอกเบี้ยก็ทบต้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมยังมีชีวิตอยู่ได้ นั้นก็คือ พระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งประชาชนของพระองค์เลย ความช่วยเหลือที่มาจากพระองค์นี้เอง ทำให้ผมตั้งใจจะทำตามพระองค์ท่านทุกอย่าง และตอนนั้นผมได้มีโอกาสได้รู้จักกับ อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร ท่านเป็นอดีตข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ (กปร.) แม้ผมกับท่านจะต่างอาชีพ ต่างอายุกัน แต่ผมก็รับรู้ได้ว่าเรามีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การทำทุกอย่างเพื่อถวายในหลวง สำหรับสิ่งที่สามารถนำมาปฏิบัติจริงให้เกิดผล อ.วิวัฒน์ให้คำแนะนำว่า ก่อนอื่น ผมต้องลืมคำว่า เงิน ไปก่อนเลย ผมต้องรู้จักที่จะให้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน และสอง คือ ผมต้องพิสูจน์ทุกสิ่งให้เห็นด้วยตัวผมเองก่อน คือ เป็นคนลงมือทำก่อน หากแต่ใช้มือชี้นิ้วสั่งลูกน้องอย่างเดียว อย่างนี้ไม่ดีแน่ คนสมัยนี้ถูกทำลายด้วยระบบทุนนิยม คือ ทุกคนทำงานหาเงินเพื่อซื้ออย่างเดียว ผมก็เลยหันกลับมาเป็นผู้สร้าง ซึ่งนั้นก็คือการใช้หลัก Sufficiency นั่นเอง เป็นการพึ่งพาตนเองให้เพียงพอ คือ พออยู่ พอกิน และพอใช้ พออยู่ ก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่อง อาคารสถานที่ การออกแบบ ระบบน้ำเสีย การจัดการ การปกครอง พอกิน เป็นเรื่องของการผลิตอาหารทุกอย่างให้เป็นระบบธรรมชาติให้พอกิน และชุมชนที่ผมอยู่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมพอกิน เช่น ผลิตผลทางการเกษตรในชุมชน และสุดท้ายคือพอใช้ เช่น การผลิตน้ำยาต่างๆ ผลิตแชมพู สบู่เหลว ด้วยวิธีธรรมชาติ ง่ายๆ คือ ทำให้ง่าย แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ไม่ใช้ว่าเราจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ถ้าทำเรื่องพออยู่พอกินได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้
สำหรับระบบบำบัดน้ำเสียในโรงแรม ผมมักจะใช้วิธีธรรมชาติๆ ง่ายๆ แต่ได้ผลดีเยี่ยม ผมเอาเปลือกผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น เปลือกมะนาว สัปปะรด มะกรูด มาหมักกับแป้งและส่วนผสมอื่นๆ เพื่อให้เกิดเป็นกรดน้ำส้ม และผมใส่จุลินทรีย์
ท้องถิ่นเข้าไปด้วย ส่วนผสมตรงนี้ จะทำให้ผมได้หัวเชื้อสำหรับทำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำ เมื่อเรานำมันมาใช้ จุลินทรีย์ก็จะลงไปในระบบท่อ มันก็จะไปย่อยสลายสิ่งเน่าเสียต่างๆ ในขณะเดียวกันมันก็จะเพิ่มออกซิเจนในน้ำให้ด้วย ทำให้น้ำเสียถูกบำบัดให้ดีขึ้นได้ ผมจำได้ถึงพระราชดำรัสของในหลวงที่ว่า ถ้าพัฒนาน้ำให้ดี อย่างอื่นก็จะดีขึ้นเอง ดังนั้น ผมจึงได้นำเอาหลักการตามแนวทฤษฎีการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีกอย่างมาใช้ในโรงแรมด้วย คือ การใช้น้ำดี ไล่น้ำเสีย ซึ่งเป็นการบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีเจือจางที่ได้ผลดี เปรียบน้ำดีเป็นธรรมะ น้ำเสียเป็นอธรรม ก็ใช้ธรรมะชนะอธรรม ธรรมะมีปริมาณมากกว่า ในขณะที่อธรรมมีน้อย อธรรมก็แพ้ไป
ความสุขในชีวิต
ในหลวงทรงตรัสไว้ว่า ให้สร้างตัวอย่างแห่งความสำเร็จเล็กๆ ให้กระจาย ให้คนเห็นเป็นที่ประจักษ์ สำหรับผมแล้วผมไม่เคยหวังจากสิ่งที่ได้ทำ แค่รู้สึกว่าได้ทำแล้วมีความสุขใจ ทำเพื่ออุดมการณ์อันมีค่า และมีโอกาสทำเพื่อถวายในหลวงทุกวันอย่างนี้ก็ความสุขมากแล้ว ใครไม่ทำช่าง ผมขอทำก่อน (หัวเราะร่วน) เพราะผมแน่ใจว่า หากผมทำตามแนวทางของพระองค์แล้ว ความยั่งยืน จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และที่ผ่านมา ผมก็ประจักษ์แล้วว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ แม้พิษเศรษฐกิจในตอนนั้นยังคงส่งผลกระทบมาบ้างประปราย แต่ธุรกิจของเราก็ยังคงดำเนินต่อไป ได้ คนของเราก็อยู่ได้ ผมก็อยู่ได้
นอกจากมิติของการเป็นสถานที่พักผ่อนแล้ว ชุมพรคาบาน่ายังมีอีกมิติหนึ่งในการเปิดคอร์สสอนดำน้ำด้วย ตรงนี้ ทางโรงแรมมีการนำหลัก CSR เข้าไปเชื่อมโยงกับคอร์สดังกล่าวอย่างไรบ้าง
ปัญหาหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติจากธุรกิจที่ทำเรื่องของการดำน้ำ ก็คือ การขาดความรู้ ดังนั้นเราจึงเน้นมากๆ กับนักดำน้ำของเรา ให้เขามีความรู้ ความเข้าใจในการดำน้ำอย่างถูกวิธี มีจิตสำนึกในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติใต้น้ำ เพื่อให้เขาสามารถที่จะถ่ายทอดความรู้และปลูกจิตสำนึกตรงนี้ให้กับผู้ศึกษาได้ สำหรับชุมชนที่เราอยู่ เราจำเป็นต้องเป็นตัวอย่างที่ดี คือ อยู่ให้เห็นและเป็นให้ดู เช่น เราจะไม่สร้างท่าเรือเพื่อเป็นจุดรับส่งผู้โดยสาร แต่เราจะใช้การขนผู้โดยสารด้วยเรือยาง การมีท่าเรือมันอาจเพิ่มความสะดวกสบายก็จริง แต่มันก็มีผลกระทบตามมาเช่นเดียวกัน ทั้งในเรื่องของกระแสน้ำที่เปลี่ยนไป หรือขยะ ดังนั้น No Development Policy น่าจะดีที่สุด คือจะไม่มีการพัฒนาชายหาดเลย ไม่มีการวางร่มชายหาด และรักษาผักบุ้งทะเลเอาไว้ เพื่อเป็นกำแพงหรือปราการธรรมชาติระหว่างผืนดินกับน้ำทะเล เราตั้งใจว่าเราจะรักษา และเลี่ยงไม่ให้คนเป็นที่ตั้ง แต่ให้ธรรมชาติเป็นที่ตั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้หาดสวยงามเหล่านี้ถูกทำลายไปเหมือนกับที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน เช่น ในพัทยา บางแสน
CSR กับพนักงานในโรงแรม
จากอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และแรงบันดาลใจที่อยากกระทำทุกสิ่งถวายในหลวง ดังนั้นสิ่งที่อยู่ในใจของผมก็คือเรื่องของ การให้ ดังนั้น CSR กับพนักงานในโรงแรม จึงเป็นเรื่องของการให้เป็นส่วนใหญ่ ผมมีการจัดตั้ง บริษัทจำลอง ชื่อว่า อุ้มชูไม่จำกัด และ รอดพอดีจำกัด (ชื่อน่าสนใจมาก) ง่ายๆ ครับ ทุกอย่างเป็นการทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อให้เกิดความ พอใช้ เช่น การที่พนักงานร่วมกันทำสินค้าขายให้กับโรงแรม เช่น แชมพู สบู่เหลว ไบโอดีเซล ตรงนี้พนักงานจะมีรายได้เพิ่มขึ้น และมันเกี่ยวโยงไปถึงการที่เราจะไม่เกษียณพนักงานด้วย คือ เราจะอยู่ด้วยกันไป จะดี
ไม่ดีก็อยู่ด้วยกันไปอย่างนี้ พนักงานของเรามี 120 คน คนส่วนใหญ่เป็นคนในท้องถิ่น เราก็ปกครองกันไปแบบธรรมชาติๆ แบบนี้มาตลอด นั้นจึงทำให้เรากลายเป็นคนที่มีมิตรมากไปโดยปริยาย
สิ่งที่อยากจะบอกกับคนในสังคม
สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคตก็คือ วิกฤต 4 ด้าน หรือระเบิด 4 ลูก คือ 1.วิกฤตด้านเศรษฐกิจ พลังงาน 2.ภัยธรรมชาติ 3.โรคติดต่อร้ายแรง 4.สงคราม ทั้ง 4 อย่างนี้ เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่เราสามารถทำเริ่มทำสิ่งหนึ่งได้ก่อน คือ การทำวันนี้ให้มีคุณค่ามากที่สุด ทำธุรกิจแบบไม่เบียดเบียนใคร สร้างชุมชนในพื้นที่ที่เราอยู่ให้เข้มแข็ง และพัฒนามันไปอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อเราไปอยู่ในพื้นที่แห่งไหนก็ตามในประเทศไทย เราก็จะสามารถพัฒนามันได้ และเมื่อวิกฤตมาถึง เราจะรับมือกับมันได้อย่างสบายๆ เพราะเรายังมีกลุ่มเพื่อนที่ไม่ทิ้งกัน และสุดท้ายนี้ เขาได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างสวยงามว่า ไม่เฉไฉ แรงใจไม่พร่อง .... จะรอดพอดี
แม้ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ก็ตาม แต่ดิฉันก็แน่ใจเหลือเกินว่า คนที่มีแรงใจไม่พร่องเช่นนี้ คำว่า CSR คงน้อยไป หากแต่ต้องใช้คำว่า CSRH Corporate Social Responsibility By Heart
ชนนิกานต์ ตันวิไล
ผู้สัมภาษณ์
วริสร รักษ์พันธุ์ กับการดำเนินธุรกิจแบบเศรษฐกิจพอเพียง
Varisorn Rakphan and Running Business upon Sufficiency Economy
http://www.rdi.ku.ac.th:80/kufair50/king/16-3_king/king16_3.htm
การวิจัยเรื่องนี้เป็นการสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับการนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวของ คุณวริสร รักษ์พันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Chumphon Cabana Resort and Diving Center ที่หาดทุ่งวัวแล่น อ.ปะทิว จ.ชุมพร ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอด ปลอดภัย และมีความสุขในการทำธุรกิจ
หลักสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงที่นำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ
1. การระเบิดจากข้างใน เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำธุรกิจ โดยการเริ่มจากข้างในแล้วจึงออกสู่ข้างนอก เป็นการเริ่มที่ตนเองและพนักงานในโรงแรมก่อน ด้วยการศึกษาเรื่องข้าว มีการเริ่มปลูกพืชด้วยวิธีเกษตรกรรมธรรมชาติมีการนำขยะมาทำเป็นปุ๋ยเพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของโรงแรม
2. ปลูกทุกอย่างในใจคน เริ่มจากปลูกในใจตัวเองก่อน แล้วจึงสร้างเครือข่ายขยายให้
คนใกล้ชิดรอบข้างให้เกิดพลังศรัทธา และพลังผลักดัน นำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรม
3. ใช้หลัก Clinic and Coach ในกรณีที่เกิดปัญหาต้องมีผู้ช่วยชี้แนะแนวทาง
แก้ไขปัญหา รวมถึงการให้คำแนะนำเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง
4. ปูพื้นฐานให้ดี หรือตอกเสาเข็มให้แน่นก่อน ด้วยการควบคุมค่าใช้จ่าย อย่าเพิ่งตาโตกับรายได้ที่มากขึ้น แต่ให้ปูพื้นฐานให้ดีก่อน การรู้จุดแข็งของธุรกิจตนเองและเสริมจุดแข็งนั้นเป็นการสร้างความมั่นคงของธุรกิจ
ตัวอย่างเช่น คุณวริสร ตัดสินใจต่อเรือเพิ่มขึ้น เพื่อรับส่งนักท่องเที่ยวไปดูปะการัง นับได้ว่าเป็นการสร้างรายได้ให้กับโรงแรมและเป็นการตอกฐานธุรกิจให้มั่นคง
5. ความพอเพียงหรือพอประมาณ เพราะความพอประมาณไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมา
6. รู้จักภูมิสังคมของท้องถิ่นตนเอง การเรียนรู้ท้องถิ่นแสดงให้เห็นจากกิจกรรมที่เกี่ยวกับข้าว เช่น การรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาบริเวณใกล้เคียงในราคาที่สูงกว่าราคาในท้องตลาด
การตั้งโรงสีข้าวซึ่งมีกิจกรรมต่อเนื่องตามมา ได้แก่ ขายข้าวสาร ขายรำข้าว นำแกลบมาทำปุ๋ย
แปรรูปข้าว จัดกิจกรรมท่องเที่ยวในนาข้าว กิจกรรมเหล่านี้เป็นวิถีทางให้ชุมชนเอื้อเฟื้อและอุ้มชูกัน
7. การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง เครือข่ายต่าง ๆที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมข้าว และกิจกรรมอื่น ๆ
ทำให้ทุกคนสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ หากเกิดเหตุคับขัน ชุมชนมีข้าวกิน มีอาหาร ไม่อดตาย
สามารถอยู่รอด อย่างมีความสุข
8. ขาดทุนคือกำไร ยิ่งทำ...ยิ่งได้ ยิ่งให้...ยิ่งมี การให้ด้วยใจที่สะอาด เช่นการทำกิจกรรมค้าขายระหว่างคุณวริสร กับพนักงานในโรงแรม ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความพอดี ความพอใจ การมีรายได้เพิ่มขึ้น อันนำไปสู่ความสุขที่ได้ ให้ ซึ่งกันและกัน ความรักและความศรัทธา ในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้คุณวริสร
น้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจของตนเอง ผลจากการปฏิบัติ
ทำให้คุณวริสรมี กำลังใจ ที่จะฟันฝ่าปัญหา ก่อเกิด ปัญญา และ ความอดทน
ในการดำเนินธุรกิจ
ศาสตร์ของการทำธุรกิจอยู่ที่ การปูพื้นฐานให้มั่นคง ความรอบคอบ ความพอประมาณ และการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง สมกับคำกล่าวที่ว่า อยากรวยอย่างยั่งยืนต้องทำเศรษฐกิจพอเพียง
วริสร รักษ์พันธุ์ จากวิกฤตเศรษฐกิจ สู่ชีวิตพอเพียง
Kwanruen Magazine
vol.861/2007
http://bbznet.com:80/scripts/view.php?user=myzeon&board=33&id=63&c=1&order=numview
แผ่นดินที่ครอบครัวรักษ์พันธุ์ เลือกเป็นที่อยู่อาศัยและสร้างที่พักผ่อนหย่อนใจในชื่อ ‘ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต’ รีสอร์ต แห่งแรกๆ ของประตูสู่ภาคใต้ ที่เปิดมาเป็นเวลา 25 ปีแล้ว
จากรีสอร์ตเล็กๆ เมื่อเริ่มต้น ได้ขยับขยายเพิ่มเติมเพื่อรองรับถนนสี่เลน สนามบิน และความเจริญที่เข้ามาเมื่อราว ปี 2538 โดยกู้เงินก้อนใหญ่กว่า 100 ล้านบาท แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเมืองไทยประสบภาวะเศรษฐกิจ วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 สถาบันการเงินหลายแห่งปิดกิจการ ธุรกิจหลายอย่างล่มสลาย วริสร รักษ์พันธุ์ ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ของชุมพรคาบาน่ารีสอร์ต ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับนักธุรกิจรายอื่นๆ รีสอร์ตที่หวังจะเปิดบริการก็ต้องชะงักไป เนื่องจากเงินลงทุนไม่เพียงพอ และยังต้องแบกรับหนี้ทวีดอกเบี้ยที่เพิ่มอย่างเท่าตัว แต่ในวิกฤตนั้น วริสรกลับพบความงดงามอันมีค่ายิ่งกับชีวิต นั่นคือน้ำพระทัยของพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเขาได้น้อมนำ พระราชดำรัส และแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านมาปฏิบัติตาม จนสามารถยืนหยัดได้จนถึงทุกวันนี้ และเป็นแบบอย่างแรงใจให้คนเดินตาม
ตอนที่เรียนจบแล้วเป้าหมายก็คือต้องกลับมาดูแลกิจการในครอบครัวต่อ
พูดจริง ๆ นะ ไม่ได้อยากทำรีสอร์ต แต่อยากทำประโยชน์อะไรให้กับคนอื่น เหมือนกับเราได้รับทุนมาเยอะ การที่ได้อยู่วชิราวุธเป็นส่วนที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องทำประโยชน์ เพราะเราได้เห็นว่าทำไมพระมหากษัตริย์จึงวางรากฐานอย่างนี้ เพื่ออย่างนี้ ทำไมไม่สร้างวัดถึงมาสร้างโรงเรียน เพราะปัญหาบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ ทำไมรัชกาลที่ 6 จึงปูพื้นฐานเรื่องประชาธิปไตย ทำไมจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เรารู้สึกว่าถ้าเราได้ช่วยพระองค์ท่านทำราชการบ้างคงเป็นการดี แต่เราไม่รับราชการแน่ เพราะรับราชการไม่ได้อยู่บ้านที่คาบาน่า (ยิ้ม) ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ เลยตั้งใจว่าเราจะช่วยพระองค์ท่านทำราชการดีกว่า ทำงานที่เป็นงานของพระราชา นี่คือความตั้งใจ...
แล้วนำแนวทางของพระองค์ท่านมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เผชิญอยู่ยังไงคะ
ตอนแรกไม่ได้นึกเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตัวเอง แค่อยากทำงานอะไรก็ได้ที่เป็นการสนองแนวพระราชดำริ เผอิญไปเล่าให้ลูกค้าฟัง ลูกค้าบอกถ้าคุณอยากทำตามแนวของพระเจ้าอยู่หัว ผมรู้จักคนหนึ่ง ชื่ออาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร ซึ่งเคยถวายงานใกล้ชิดพระองค์ท่าน ได้เจออาจารย์วิวัฒน์ ผมก็บอกอาจารย์ว่า จะทำทุกอย่าง ถ้าอาจารย์ให้ผมทำ อาจารย์เลยบอกว่า หนึ่ง-คุณต้องลืมเรื่องเงินก่อนนะ พระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องเงินเป็นอันดับแรก ถ้าให้ความสำคัญเรื่องเงินคุณจะลืมเรื่องอื่นหมดเลย สอง-อาจารย์บอกว่าพระเจ้าอยู่หัวเคยรับสั่งระหว่างเสด็จ ฯ ว่าพวกเรา ทำงานต้องมีหลัก 3 ค. คือ หนึ่ง-ต้องคึกคัก เห็นปัญหาแล้วพุ่งเข้าใส่ ผมก็คึกคักอยู่แล้ว อยากจะทำอยู่แล้วละ สอง-ต้องคล่องแคล่ว ต้องฝึกตัวเองให้คล่องแคล่ว แล้วก็อย่าไปคิดว่าตัวเองรู้กว่าคนอื่นหมด คนอื่นเป็นครูเราทั้งนั้นแหละ สาม-คืออย่าเครียด ทำงานร่วมกับคนอื่นได้เยอะ ๆ ก็จะมีความสามัคคี ทำให้ครื้นเครง 3 ค. คือคึกคัก คล่องแคล่ว และครื้นเครง เราก็คิดว่าตัวเองทำได้ บอกอาจารย์บอกมาเลยผมอยากทำเต็มที่แล้ว อาจารย์บอกใจเย็น ๆ ให้เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง คุณอย่าไปทำมันหมดทุกอย่าง ให้ค่อย ๆ ไล่ไป แล้วมีหลักอย่างหนึ่งว่าคุณต้องทำเรื่องเกษตรธรรมชาตินะ แล้วคุณจะเข้าใจธรรมชาติของคน พืช และสัตว์ ซึ่งตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญ ก็เลยเริ่มทำ แต่ทำยังไงล่ะ ไม่รู้สักอย่าง อาจารย์ถามคุณอยากทำอะไรล่ะ ผมบอกปลูกข้าว เพราะตอนคุณแม่ไปเข้าเฝ้าก่อนวิกฤต ที่พระองค์ท่านเจิมศาลหลักเมือง ท่านก็รับสั่งว่าอย่าทิ้งเรื่องการปลูกข้าว เลยบอกอาจารย์ว่าพระเจ้าอยู่หัวอยากให้เราปลูกข้าว ผมอยากปลูกข้าว อาจารย์บอก ง่าย เหมือนหญ้านั่นแหละ เป็นอันว่าโครงการแรกที่คุณทำคือการปลูกข้าว
ใช่ครับ ปลูกในโรงแรมก่อนแล้วไปรณรงค์ข้างนอก ไม่ให้เขาใช้สารเคมี แต่ปรากฏเขาไม่ทำ เราเลยน้อยใจกลับมาที่โรงแรม มาอ่านพระราชดำรัสอีก ทีนี้เริ่มเข้าใจ ว่าเราเข้าไปเราก็ไม่ได้ถามชาวบ้านว่าเขาต้องการมั้ย ทำอย่างนี้ชอบมั้ย ดีมั้ย ต้องการหรือเปล่า แต่ถ้าเขาคิดไม่ถูก ก็ต้องหากุศโลบาย ไม่ใช่ไปโกรธเขา ชาวบ้านเป็นครู แล้วก็ต้องมีหลักระเบิดจากข้างใน คือการเตรียมความพร้อม ไม่ใช่ชุมชนเรายังไม่พร้อมเลย เตรียมให้เพื่อนหมดเลย มันก็ไม่มีตัวอย่างในความสำเร็จ พระเจ้าอยู่หัวเคยรับสั่งว่าท่านอยากเห็นตัวอย่างความสำเร็จเล็ก ๆ กระจายอยู่เต็มประเทศ คนจะได้มาดูเป็นตัวอย่าง อันนี้เป็นสิ่งที่ท่านอยากเห็น คืออะไรที่ท่านอยากทำแล้วผมฟังผ่านจากอาจารย์วิวัฒน์ ผมตั้งใจจะทำหมดทุกอย่าง นั่นแหละคุณต้องมีหลัก “คุณน่ะทำ” คุณแหละทำไม่ใช่ไปบอกคนอื่นเขา ก็กลับมาใหม่ใช้หลักระเบิดจากข้างใน เริ่มที่โรงแรมดีที่สุด รอบสระว่ายน้ำ มีพื้นที่ว่างเยอะแยะ พอเริ่มปลูกข้าวก็เริ่มสนุกเลย เพราะต้องหาคนมาช่วยทำ กับพนักงานก็ได้คุยกันทุกวัน แล้วอาจารย์วิวัฒน์มาก็เริ่มเห็นมีข้าวขึ้น มีข้าวที่เราปลูกแล้วก็ให้อาจารย์กิน ข้าวคำแรกอร่อยที่สุดจริง ๆ
หลายคนมักบอกว่า อุดมการณ์น่ะกินไม่ได้หรอกยิ่งในโลกทุนนิยมอย่างนี้ด้วยแล้ว แต่ดูเหมือนว่าคุณวริสรจะเชื่อในทางตรงข้าม
อุดมการณ์ต้องมาก่อน ผมว่าคนต้องมีอุดมการณ์ที่ดี เป็นผู้ก่อการดี ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย เมื่อเป็นผู้ก่อการดีต้องคิดและทำ และขยายผลด้วย แล้วก็ไปอย่างมีขั้นตอน วางแผนด้วย คิดในทางที่ดี แต่เราไม่อาจไปทำคนเดียวได้ เหมือนผมไปดูต้นน้ำ ไปดูตาน้ำ ตาน้ำทุกตามีขนาดเท่า ๆ กัน ไม่ได้ใหญ่ไปกว่ากันเลย แต่ต้องมาจากล้านตาจึงจะเกิดเป็นน้ำตา เราจึงก่อการดีว่าทำยังไงถึงจะให้ตาน้ำมีน้ำ ผมจึงเดินทางไปทั่ว เพื่อบอกเล่าประสบการณ์และแนวทาง ถ้าใครอยากทำ ผมจะไป... บางทีไปพูดแค่ 15 นาที แต่เดินทางไป 800 กิโลฯ ไปเชียงรายอะไรอย่างนี้ เขาถามว่าทำไมมาตั้งไกล... เขาแพ้ใจตั้งแต่เราตั้งใจมาน่ะ พอแพ้ใจ เขาก็เริ่มทำ เราเลยไม่รู้สึกเหนื่อยกับการเดินทางไปโน่นมานี่
สำหรับคนทั่ว ๆ ไปคุณวริสรมีคำแนะนำอย่างไร ถ้าต้องเจอวิกฤต
ก็เตรียมใจ พูดไปอาจนามธรรมไปหน่อย ทำเรื่องของการให้ ไม่หวังสิ่งตอบแทน ปิดไฟ บริษัทจะได้ประหยัด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจะได้ไม่ต้องผลิตไฟเยอะ บางคนบอกว่าถ้าทำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงคือทำตามพระเจ้าอยู่หัวคือการแบ่งปัน ผมว่าทำดี...ทำดี อยู่ตรงไหนก็คือทำดีแล้วก็ไม่ประมาท ทีนี้ถ้าเราไม่ทำเรื่องการให้ พอมีวิกฤตเกิดจะไม่มีพวก ไม่มีใครสนใจไยดีหรอก อยู่อย่างนี้มีผลประโยชน์ ทุกคนก็มากอบโกย แต่เมื่อไหร่ที่ไม่มีประโยชน์ เกิดวิกฤตเกิดขึ้น ทุกคนจะผลักทิ้งอย่างเดียว ผมเชื่อมั่นว่าถ้าตอนนี้มีวิกฤตคนก็จะเหนี่ยวพวกเราเข้าไป คุณมา ๆ มันก็จะมีคุณค่าในโลกของธุรกิจ เราก็จะรู้สึกว่า แหม...เราคาดไว้แล้ววิกฤตต้องเกิดขึ้น แต่มาสักทีสิจะได้ทำงานให้เต็มไม้เต็มมือ เพราะฉะนั้นตอนนี้คือการเตรียมพร้อมเพื่อสู้กับวิกฤต ไม่ใช่วิกฤตของตัวเองแต่เป็นวิกฤตของประเทศไทย...
Kwanruen Magazine vol.861/2007
|